AC001: เหง้าบัญชี

ใครที่เรียนบัญชีแล้วรู้สึกบัญชียากบ้างครับ

ผมคนหนึ่งที่เคยรู้สึกว่าบัญชีมันเข้าใจยาก ตอนผมเข้าเรียนบริหารธุรกิจ ปี1 ผมมีปัญหากับวิชาบัญชีมาก ผมจำได้ว่าพอเริ่มเรียนในเทอมแรกอาจารย์ก็มายืนเดบิต เครดิตบัญชีให้ผมดู แล้วสำทับว่าผลรวมด้านเดบิต ต้องเท่ากับผลรวมด้านเครดิต คือผมงงตั้งแต่ เดบิตมาจากไหน เครดิตมาจากไหน ไอ้สองคำเนี่ยมันโผล่มายังไง เอาตรงนี้ก่อน เมื่อเกิดคำถามผมจึงครุ่นคิดถึงคำตอบ และหลังจากหลายปีผ่านไป ผมได้คำตอบครับ เดบิต เครดิต มันเป็น "สมมุติบัญญัติ"

ไม่ใช่เฉพาะวิชาบัญชีหรอกครับ "สมมุติบัญญัติ" มันทำให้ทุกวิชา ทุกองค์ความรู้ มันเข้าใจยากทั้งหมด เพราะอะไรครับ

เพราะใครไม่รู้บัญญัติคำเหล่านี้ขึ้นมา สมมุติบัญญัติใดก็ตามที่เชื่อมกับความรู้เดิมในสมองของเราไม่ได้ สมองจะตีความว่าสิ่งนั้นยากทันที แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

ผมครุ่นคิดมานาน คำตอบที่ได้คือ ถ้าเราต้องการเชื่อมความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมในสมองของเรา "เราต้องสร้างสมมุติบัญญัติเอง"

ผมขอลองแบบนี้นะครับ เพื่อหลอกสมองของผม ให้มันเชื่อมกับความรู้เดิมได้ง่ายขึ้น

ทรัพย์สิน => สมองผมคุ้นๆนะคำนี้
หนี้สิน => สมองผมก็คุ้น
ทุน => สมองผมก็คุ้นอีก

โอเคเมื่อพูดถึงบัญชี โดยรากเหง้าของมัน เรากำลังพูดถึงคำ 3 คำด้านบนครับ
เราได้ "ทรัพย์สิน" มาด้วย 2 วิธีเท่านั้นคือ ควัก"ทุน"ซื้อ หรือก่อ "หนี้สิน" (ณ จุดนี้ยังเชื่อมกับความรู้เดิมอยู่)

ลองเชื่อมดูนะครับ:
1. ตอนเปิดบริษัทวันแรก เราเอาเงินที่เราเก็บออมมาทั้งชีวิตมาลงทุน ในมือเรามีเงินสดอยู่ 1 ล้านบาท ความรู้เดิมบอกเราว่า เงินสดเป็นทรัพย์สิน เราจดโน๊ตลงกระดาษครับ

ทรัพย์สิน 1,000,000 บาท

2. แบ่งเงินไปซื้อโต๊ะเก้าอี้ คอมพิวเตอร์ อย่างละ 1 ชุด ถามว่าความรู้เดิมของเรา โต๊ะเก้าอี้ คอมพิวเตอร์ เราเรียกเป็นอะไร เราก็เรียกรวมๆว่า ทรัพย์สินเช่นเดียวกับเงินสด จดโน๊ตได้ดังนี้ครับ

ซื้อทรัพย์สิน 2,000 บาท
ซื้อทรัพย์สิน 800 บาท
ซื้อทรัพย์สิน 30,000 บาท

ถ้าดูข้อ 1 และข้อ 2 เราจะเห็นคำว่า "ทรัพย์สิน" ละลานตาไปหมด คิดดูว่าถ้าเราซื้อโต๊ะเก้าอี้ คอมพิวเตอร์ ซัก 1พันรายการมันคงตาลายน่าดู

เราลองตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิมในสมองนะครับ
1. เราเอาเงินสดมาลงทุนตั้งบริษัท เงินสดเป็นได้ทั้งทรัพย์สิน และทุนในเวลาเดียวกัน?
2. ซื้อโต๊ะ 2,000 บาท ด้วยเงินสด แสดงว่าเงินสดลดลง 2,000 บาท เงินสดเปลี่ยนรูปเป็นโต๊ะ?
3. ซื้อเก้าอี้ และซื้อคอมพิวเตอร์ ก็พิจารณาเหมือนข้อ 2 คือเงินสดเปลี่ยนรูปได้ และเมื่อเปลี่ยนรูปมันจะมีจำนวนลดลง
4. เราจะอธิบายข้อ 1 - 3 ให้สั้นๆได้อย่างไร? จะอธิบายแบบนี้ได้มั๊ย ?

4.1 ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1,000,000 บาท
                      ทุนเพิ่มขึ้น 1,000,000 บาท
(บันทึกบัญชี ณ วันจดทะเบียนบริษัท)

4.2 ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2,000 บาท
      ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 800 บาท
      ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 30,000 บาท
                    ทรัพย์สินลดลง 2,000 บาท
                    ทรัพย์สินลดลง 800 บาท
                    ทรัพย์สินลดลง 30,000 บาท
(บันทึกบัญชี ณ วันที่ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และคอมพิวเตอร์ ด้วยเงินสด)

เราลองจัดรูปใหม่ให้ดูมีโครงสร้างมากขึ้น และใส่รายละเอียดในแต่ละบรรทัดดังนี้ครับ

4.1 ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น => เงินสด 1,000,000 บาท
                ทุนเพิ่มขึ้น => ทุนนายหมู 1,000,000 บาท

4.2 ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น => โต๊ะ 2,000 บาท
      ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น => เก้าอี้ 800 บาท
      ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น => คอมพิวเตอร์ 30,000 บาท
                ทรัพย์สินลดลง => เงินสด 32,800 บาท

นี่คือทั้งหมดของวิชาบัญชีครับมันมีแค่นี้จริงๆ

ต่อจากนี้ไปคือ "สมมุติบัญญัติ" ครับ ซึ่งเราไล่ท่องจำสมมุติบัญญัติเหล่านี้ โดยที่เราคิดไปเองว่าเมื่อเราท่องจำได้แล้ว จะทำให้เราเข้าใจองค์ความรู้ ซึ่งไม่ใช่นะครับ เพราะองค์ความรู้ เช่น องค์ความรู้บัญชี มันจบตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว สิ่งที่เราไล่ท่องจำคือเปลือกล้วนๆครับ ไม่มีแก่นปนเลย เช่นนะครับ

เราบัญญัติให้ "ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น" เป็นคำว่า "เดบิด" แล้วบัญญัติให้ "ทุนเพิ่มขึ้น" หรือ "ทรัพย์สินลดลง" เป็นคำว่า "เครดิต" เราลงบัญชีใหม่ดังนี้ครับ

4.1 เดบิต เงินสด 1,000,000 บาท
                 เครดิต ทุนนายหมู 1,000,000 บาท
      (ลงบัญชี ณ วันที่จดทะเบียนบริษัท)

4.2 เดบิต เครื่องตกแต่งสำนักงาน 2,000 บาท
      เดบิต เครื่องตกแต่งสำนักงาน 800 บาท
      เดบิต อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน 30,000 บาท
                เครดิต เงินสด 32,800 บาท
      (ลงบัญชี นำเงินสดไปซื้อโต๊ะเก้าอี้ และคอมพิวเตอร์)

เด็กบัญชีก็จะไล่ท่องสมมุติบัญญัติเหล่านี้ เช่น "คอมพิวเตอร์" ลงบัญชีเป็น "อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน" พอไปทำงานจริง บางบริษัทเรียกว่า "อุปกรณ์สำนักงาน" บางบริษัทเรียกว่า "คอมพิวเตอร์" ตรงตัวเลย แล้วก็นั่งเถียงกันว่าควรเรียกว่าอะไรดี ทำไปทำมาเถียงกันเรื่อง "สมมุติบัญญัติ" เถียงกันให้ตายก็ไม่จบ


ใส่ความเห็น